2568-O20 การเปิดโอกาสให้เกิดการมีส่วนร่วม
รายงานผลการเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกได้มีส่วนร่วมในการดำเนินงานตามภารกิจของ สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ประจำปีงบประมาณ 2568
เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2567 สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ได้ดำเนินกิจกรรมศึกษาดูงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการพัฒนาให้กับคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และผู้เกี่ยวข้องของ สกนช.” และบรรยายพิเศษ “ทิศทางของน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพในอนาคต” ให้กับบุคคลากรของ สกนช. และบุคคลภายนอก เช่น พลังงานจังหวัดเพชรบุรี พลังงานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาทิจากกระทรวงการคลัง กรมสรรพสามิต กระทรวงพลังงาน สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กรมธุรกิจพลังงาน กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กรมการค้าภายใน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยจัดขึ้นที่โรงแรมอมารี หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์
ซึ่งเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกซึ่งเป็นหน่วยงานต่างๆ ร่วมแลกเปลี่ยนและแสดงความคิดเห็นในการดำเนินงานตามภารกิจของ สกนช. ตามพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ซึ่งตามมาตรา 5 คือมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมในกรณีที่เกิดวิกฤตด้านน้ำมันเชื้อเพลิง ส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไม่สามารถจ่ายเงินชดเชยให้แก่น้ำมันเชื้อเพลิงที่่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพต่อไปได้ อย่างไรก็ตามมาตรา 55 ในบทเฉพาะกาล กำหนดว่า ในกรณีที่มีการจ่ายเงินชดเชยให้แก่น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ใช้จ่ายเงินกองทุนเพื่อการดำเนินการดังกล่าวต่อไปได้เป็นระยะเวลาสามปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ทั้งนี้ ให้นำความในหมวด 4 การดำเนินงานของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและหมวด 7 บทกำหนดโทษ ที่เกี่ยวข้อง มาใช้บังคับกับการดำเนินการนี้ด้วย
Link : https://www.offo.or.th/th/news/กิจกรรมศึกษาดูงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้และกา…
โดยมีผลการเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกได้มีส่วนร่วมในการดำเนินงานตามภารกิจของ สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ประจำปีงบประมาณ 2568 ประกอบด้วยรายละเอียดดังนี้
(1) ประเด็นหรือเรื่องในการมีส่วนร่วม
(2) สรุปข้อมูลของผู้มีส่วนร่วม
(3) ผลการมีส่วนร่วม
(4) การนำผลจากการมีส่วนร่วมไปปรับปรุงพัฒนาการดำเนินงาน
| ประเด็นหรือเรื่องในการมีส่วนร่วม | สรุปข้อมูลของผู้มีส่วนร่วม | ผลการมีส่วนร่วม | การนำผลจากการมีส่วนร่วมไปปรับปรุงพัฒนาการดำเนินงาน |
|---|---|---|---|
|
ทิศทางของน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพในอนาคต
|
ปี 2569 จะเป็นปีสุดท้ายที่กองทุนน้ำมันฯ จะเลิกชดเชยราคา เชื้อเพลิงชีวภาพซึ่งได้แก่ ไบโอดีเซล และเอทานอล แต่ไม่ได้หมายความว่า จะยกเลิกการผสมเชื้อเพลิงชีวภาพในน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้น ราคาขายปลีกน้ำมันจะยิ่งสูงขึ้น เนื่องจากปัจจุบันราคาเชื้อเพลิงชีวภาพ อยู่ในระดับสูงกว่าน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเท่าตัวยิ่งผสมยิ่งทำให้ราคาน้ำมันแพงขึ้น ซึ่งต่างจากเดิมวัตถุประสงค์การนำเชื้อเพลิงชีวภาพมาผสมในน้ำมัน เพราะมีราคาถูกนำมาผสมเพื่อลดราคาน้ำมันลง ในความเป็นจริงแล้วจุดประสงค์ของการนำไบโอดีเซลมาผสมในดีเซล เอทานอลผสมในเบนซินไม่ได้เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร แต่ต้องการนำมาผสม เพื่อได้ปริมาณน้ำมันเพิ่มขึ้นเป็นการช่วยลดต้นทุนราคาน้ำมัน ลดรายจ่ายจากการนำเข้าน้ำมันให้ประเทศ แต่เนื่องจากการอุดหนุน เกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนานทำให้กลายเป็นความเข้าใจทั่วไปว่าเกิดขึ้นเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร แต่ความจริงเป็นเพียงผลพลอยได้ ซึ่งต้องสร้างความเข้าใจด้วยว่า กระทรวงพลังงานไม่ได้มีบทบาทหลักในการช่วยเหลือเกษตรกร แต่ก็หลีกหนีไม่ได้เนื่องจากนโยบายนี้ได้ปล่อยดำเนินการมาเนิ่นนาน และไม่มีหน่วยงานอื่นช่วยคิดแก้ปัญหา กระทรวงพลังงานจึงต้องพยายาม ช่วยหาทางออกให้กับเกษตรกร |
สรุปที่จะมีแนวคิดจะนำรูปแบบการแก้ปัญหาเรื่องอ้อยกับน้ำตาล ตามพ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 มาปรับใช้ โดยเล็งเห็นแนวทาง ของการแก้ปัญหาเรื่องอ้อยและน้ำตาลเพราะหากปล่อยไว้โดยเฉพาะ ปาล์มน้ำมัน จะได้รับผลกระทบจึงเตรียมยกร่างกฎหมาย เหมือนพ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาลฯ ให้เป็นกฎหมายปาล์มน้ำมันและอุตสาหกรรม น้ำมันปาล์ม อยู่ในความรับผิดชอบกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งโชคดีที่อยู่ภายใต้ การกำกับดูแลของตนในฐานะรองนายกรัฐมนตรี โดยจะร่วมกันทำงาน ระหว่างสองกระทรวงเพื่อรองรับเมื่อเชื้อเพลิงชีวภาพจะต้องถูกยกเลิกการชดเชยจากกองทุนน้ำมัน ฯ ในปี 2569 คาดว่าจะมีการแต่งตั้งคณะทำงาน ชุดนี้เกิดขึ้นเพื่อให้กระทรวงอุตสาหกรรมและพลังงานทำงานด้วยกัน โดยพยายามจะเร่งออกกฎหมายให้เป็นทางออกของกองทุนน้ำมันฯ ต่อไป สำหรับกฎหมายอ้อยและน้ำตาลซึ่งอยู่ในการกำกับดูแลของกระทรวง อุตสาหกรรมมีส่วนช่วยทำให้การผลิตและจำหน่ายอ้อยและน้ำตาลทราย สอดคล้องกันชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาลทรายร่วมมือกับทางการตั้งแต่ผลิตอ้อยไปจนถึงการจัดสรรเงินรายได้จากการขายน้ำตาลทรายทั้งในและ ต่างประเทศ ซึ่งทุกวันนี้กลายเป็นระบบที่ดีเกษตรกรพอใจได้ผลประโยชน์ เพิ่มขึ้น
|
รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ประธานกรรมการคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค) ได้พิจารณาจะใช้โมเดล พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทรายฯ ซึ่งจะต้องจัดทำกฎหมายเพื่อช่วยแก้ปัญหาเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันโดยดึงกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมแก้ปัญหากับกระทรวงพลังงานแบบครบวงจรทั้งเกษตรกรและอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม เพื่อช่วยหาทางออกให้เชื้อเพลิงชีวภาพ ภายหลังจากปี 2569 ที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะต้องยกเลิกชดเชย ราคาเชื้อเพลิงชีวภาพ เพื่อปลดภาระกองทุนน้ำมันฯ ต้องมีการตั้งคณะทำงานที่เกี่ยวข้องต่อไป นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ฯ ยังมองอนาคตการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยาน แบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel) หรือ SAF ก็เป็นอีก แนวทางหนึ่งในการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพในอนาคต หากความต้องการ สูงขึ้นจะสามารถดูดซับวัตถุดิบอย่างปาล์มน้ำมันไปใช้เพิ่มขึ้น ซึ่งการวางแนวทางพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพต้องวางฐานให้เข้มแข็ง ไม่เช่นนั้นก็ไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้ต่างประเทศมาลงทุน
|